วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดาราศาสตร์




ดาราศาสตร์ คือวิชาวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาวัตถุท้องฟ้า (อาทิ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง และดาราจักร) รวมทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากนอกชั้นบรรยากาศของโลก โดยศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ลักษณะทางกายภาพ ทางเคมี ทางอุตุนิยมวิทยา และการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้า ตลอดจนถึงการกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ

ดาราศาสตร์เป็นหนึ่งในสาขาของวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด นักดาราศาสตร์ในวัฒนธรรมโบราณสังเกตการณ์ดวงดาวบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน และวัตถุทางดาราศาสตร์หลายอย่างก็ได้ถูกค้นพบเรื่อยมาตามยุคสมัย อย่างไรก็ตาม กล้องโทรทรรศน์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จำเป็นก่อนที่จะมีการพัฒนามาเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ตั้งแต่อดีตกาล ดาราศาสตร์ประกอบไปด้วยสาขาที่หลากหลายเช่น การวัดตำแหน่งดาว การเดินเรือดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ การสร้างปฏิทิน และรวมทั้งโหราศาสตร์ แต่ดาราศาสตร์ทุกวันนี้ถูกจัดว่ามีความหมายเหมือนกับฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ดาราศาสตร์ได้แบ่งออกเป็นสองสาขาได้แก่ ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ และดาราศาสตร์เชิงทฤษฎี ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์จะให้ความสำคัญไปที่การเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการใช้ความรู้ทางกายภาพเบื้องต้นเป็นหลัก ส่วนดาราศาสตร์เชิงทฤษฎีให้ความสำคัญไปที่การพัฒนาคอมพิวเตอร์หรือแบบจำลองเชิงวิเคราะห์ เพื่ออธิบายวัตถุท้องฟ้าและปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งสองสาขานี้เป็นองค์ประกอบซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ดาราศาสตร์เชิงทฤษฎีใช้อธิบายผลจากการสังเกตการณ์ และดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ใช้ในการรับรองผลจากทางทฤษฎี

การค้นพบสิ่งต่างๆ ในเรื่องของดาราศาสตร์ที่เผยแพร่โดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่นนั้นมีความสำคัญมาก และดาราศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในวิทยาศาสตร์จำนวนน้อยสาขาที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นยังคงมีบทบาท โดยเฉพาะการค้นพบหรือการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว

ไม่ควรสับสนระหว่างดาราศาสตร์โบราณกับโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นความเชื่อที่นำเอาเหตุการณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ไปเกี่ยวโยงกับตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า แม้ว่าทั้งดาราศาสตร์และโหราศาสตร์เกิดมาจากจุดร่วมเดียวกัน และมีส่วนหนึ่งของวิธีการศึกษาที่เหมือนกัน เช่นการบันทึกตำแหน่งดาว (ephemeris) แต่ทั้งสองอย่างก็แตกต่างกัน

ในปี ค.ศ. 2009 นี้เป็นการครบรอบ 400 ปีของการพิสูจน์แนวคิดเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ของ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส อันเป็นการพลิกคติและโค่นความเชื่อเก่าแก่เรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลของอริสโตเติลที่มีมาเนิ่นนาน โดยการใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของกาลิเลโอซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดของโคเปอร์นิคัส องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีดาราศาสตร์สากล มีเป้าหมายเพื่อให้สาธารณชนได้มีส่วนร่วมและทำความเข้าใจกับดาราศาสตร์มากขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C

ภูเขาไฟ



ภูเขาไฟ เป็นธรณีสัณฐาน (โดยทั่วไป คือ ภูเขา) ที่หินหนืด (หินภายในโลกที่ถูกหลอมเหลวด้วยความดันและอุณหภูมิสูง) ปะทุผ่านขึ้นมายังพื้นผิวของดาวเคราะห์ แม้ว่าเราจะสามารถพบภูเขาไฟได้หลายแห่งบนดาวเคราะห์หินและดาวบริวารในระบบสุริยะ แต่บนโลก ภูเขาไฟมักเกิดขึ้นใกล้กับแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีภูเขาไฟที่เป็นข้อยกเว้น เรียกว่า ภูเขาไฟจุดร้อน (Volcanic Hotspot)

วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับภูเขาไฟ เรียกว่า วิทยาภูเขาไฟ (vulcanology หรือ volcanology)

การจำแนกภูเขาไฟตามรูปร่าง

ปกติจะมีการจำแนกภูเขาไฟตามรูปร่าง ตามส่วนประกอบที่ทำให้เกิด และชนิดของการประทุ โดยสรุปแล้วเราจะจำแนกภูเขาไฟได้ 3 ลักษณะคือ

  1. กรวยภูเขาไฟสลับชั้น (Composite Cone Volcano) เป็นภูเขาไฟซึ่งเกิดจากการสลับหมุนเวียนของชั้นลาวา และเศษหิน ภูเขาไฟชนิดนี้อาจจะดันลาวาไหลออกมาเป็นเวลานาน และจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประทุอย่างกะทันหัน ภูเขาไฟชนิดนี้ที่มีชื่อ เช่น ภูเขาไฟฟูจิ (ญี่ปุ่น), ภูเขาไฟมายอน (ฟิลิปปินส์) และ ภูเขาไฟเซนต์เฮเลน (สหรัฐอเมริกา)
  2. ภูเขาไฟรูปโล่ (Shield Volcano) เป็นภูเขาไฟที่มีขนาดใหญ่ โดยพื้นฐานแล้วภูเขาไฟชนิดนี้เกิดจาก ลาวาชนิดบาซอลท์ที่ไหลด้วยความหนืดต่ำ ลาวาที่ไหลมาจากปล่องกลาง และไม่กองสูงชัน เหมือนภูเขาไฟชนิดกรวยสลับชั้น ภูเขาไฟชนิดนี้มักจะเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ เช่น ภูเขาไฟ Muana Loa (ฮาวาย)
  3. กรวยกรวดภูเขาไฟ (Cinder Cone) ภูเขาไฟชนิดนี้จะสูงชันมาก และเกิดจากลาวาที่พุ่งออกมาทับถมกัน ลาวาจะมีความหนืดสูง การไหลไม่ต่อเนื่อง และมีลักษณะเป็นลาวาลูกกลมๆ ที่พุ่งออกมาจากปล่องเดี่ยว และทับถมกันบริเวณรอบปล่อง ทำให้ภูเขาไฟชนิดนี้ไม่ค่อยก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตมากมาย

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9F

รู้หรือไม่ "ไฟฟ้าสถิต เป็นไฟฟ้าอะไร"





                                      ไฟฟ้าสถิต ภาษาอังกฤษใช้ Static electricity หรือ Electrostatics เป็นปรากฏการณ์ที่ปริมาณประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบบนผิววัสดุมีไม่เท่ากัน ปกติจะแสดงในรูปการดึงดูด การผลักกัน หรือการเกิดประกายไฟ

                    โดยแรงดึงดูดจะเกิดขึ้นเมื่อวัตถุ 2 ชิ้นมีประจุต่างชนิดกัน ขณะที่หากวัสดุทั้ง 2 ชิ้นมีประจุเดียวกัน ก็จะทำให้เกิดแรงผลัก

                   เราสร้างไฟฟ้าสถิตได้ โดยนำผิวสัมผัสของวัสดุ 2 ชิ้นมาขัดสีกัน พลังงานที่เกิดจากการขัดสีกัน จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุ โดยจะเกิดกับวัสดุที่ไม่นำไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า "ฉนวน" เช่น ยาง พลาสติก และแก้ว

                  สำหรับวัสดุที่นำไฟฟ้า มีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ประจุไฟฟ้าบนผิววัสดุไม่เท่ากันยาก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น กรณีที่ผิวโลหะถูกกระแทกด้วยของแข็งหรือของเหลวที่ไม่เป็นตัวนำ โดยประจุที่เกิดการเคลื่อนย้ายระหว่างการสัมผัส จะถูกเก็บบนผิวของวัสดุทั้ง 2 ชิ้น

                   ผู้ค้นพบไฟฟ้าสถิตคือ เบนจามิน แฟรงกลิน นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ และนักปฏิรูปชาวอเมริกัน ไฟฟ้าสถิตเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ประชาชนในประเทศที่มีอากาศหนาวคุ้นเคยดีเนื่องจากในฤดูหนาวความชื้นในอากาศจะต่ำมาก ไฟฟ้าสถิตบนผิวหนังจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ส่วนบ้านเราอยู่เขตร้อน บางครั้งช่วงอากาศเย็น ก็จะเห็นปรากฏการณ์นี้บ้าง เวลาผมตั้งชี้ฟ้า



นอกจากไฟฟ้าสถิตจะมีผลต่อคนเมื่อไปสัมผัสกับวัสดุประเภทตัวนำ ทำให้รู้สึกสะดุ้งเหมือนถูกไฟชอร์ตแล้ว ยังทำความเสียหายให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย โดยไฟฟ้าสถิตที่ส่งจากคนงานในสายการผลิต เครื่องมือ และอุปกรณ์อื่นๆ ไปยังชิ้นงานอิเล็กทรอนิกส์ จะมีผลทำให้คุณสมบัติทางไฟฟ้าของชิ้นงานเหล่านั้นเปลี่ยนไป อาจเป็นการลดคุณภาพลง หรือทำลายชิ้นงาน

อย่างไรก็ตาม มีอุปกรณ์หลายอย่างที่ทำงานโดยอาศัยหลักการของไฟฟ้าสถิต เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องกำจัดฝุ่นในอากาศ เครื่องพ่นสี ไมโครโฟนแบบตัวเก็บประจุ ฯลฯ

สำหรับวิธีแก้ไขการเกิดไฟฟ้าสถิตขณะใช้รถยนต์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แนะนำว่า ให้ใช้มือจับกระจกรถยนต์ก่อนสัมผัสตัวรถ เพราะกระจกเป็นฉนวนที่ไม่นำไฟฟ้า จึงช่วยลดการเกิดไฟฟ้าสถิตได้

การถือกุญแจและรีโมตไว้ในมือหลังลงจากรถแล้วปิดล็อกรถ หรือใช้ข้อศอกหรือเข่าทาบกับประตูรถขณะลงจากรถแทนการใช้มือ ก็ช่วยลดความรุนแรงของไฟฟ้าสถิตได้เช่นกัน

นอกจากนั้น อาจใช้สเปรย์กำจัดไฟฟ้าสถิตฉีดบริเวณฝ่ามือเพื่อลดแรงเสียดทาน ก็ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตได้อีกทางหนึ่ง

อีกวิธีคือผูกโซ่ไว้ใต้ท้องรถ หรือหาวัตถุมาลากกับพื้นถนน เพื่อให้ถ่ายเทประจุไฟฟ้าลงสู่พื้น วิธีนี้ทำให้ไม่รู้สึกว่าถูกไฟฟ้าดูดขณะเกิดไฟฟ้าสถิต รวมถึงป้องกันเพลิงไหม้รถอันเนื่องมาจากไฟฟ้าสถิตด้วย

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNakF4TURJMU5nPT0=&sectionid=TURNeE1RPT0=&day=TWpBeE15MHdNaTB3TVE9PQ==


พายุฤดูร้อน กับ พายุโซนร้อน แตกต่าง หรือ เหมือน ??



                       พายุฤดูร้อน คือ พายุฟ้าคะนอง ที่เกิดขึ้นในฤดูร้อน ( Thunderstorms ) จะเกิดขึ้นในช่วงเมษายน หรือ ช่วงก่อนเรื่มต้นฤดูฝน ส่วนพายุโซนร้อน บ่งบอกถึงความเร็วลมของพายุ 63 - 117 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง อยู่ตรงกลางระหว่างดีเปรสชั่น ( 62 กิโลเมตร/ชั่วโมง ) และไต้ฝุ่น (118-239 กิโลเมตร / ชั่วโมง)

                        ถ้านับตามช่วงเวลานี้ พายุฤดูร้อนผ่านไปแล้ว เพราะเข้าสู่เดือนกันยายน ที่ ฝนตกๆอยู่ ส่วนใหญ่เป็นพายุโซนร้อน

                       ในระยะต้นปีระหว่างเดือนมกราคม ถึง มีนาคม เป็นช่วงที่ประเทสไทย ปลอดภัยจาก อิทธิพล ของพายุ

                       เดือนเมษายน เป็นเดือนแรกของปี ที่พายุเริ่มเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศไทย ทางภาคใต้ ปกติประเทศไทย จะมีพายุฤดูร้อน เคลื่อนที่ผ่านเข้ามาได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 3-4 ลูกต่อปี

                      พายุฤดูร้อนมักเกิดในเดือนเมษายน และ เดือน พฤษภาคม ช่วงที่อุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องกจากแกนโลกเริ่มเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์เคลือนตัวมาอยู่ที่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ทำให้เกิดอากาศร้อนอบอ้าว และเกิดความชื้นขึ้นยริเวณถาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และ ตอนบนของภาคกลาง

                      เมื่ออากาศที่อยู่ใกล้พื้นผิวพื้นโลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ประกอบกับลมที่พัดเข้าสู่ประเทศทย เป็นลมใต้ และลมตะวันออกเฉียงใต้ ที่พัดมาจากอ่าวไทย และทะเลจีนใต้ ถ้ามีลมเหนือ (อากาศเย็น) พัดลงมาจากประเทศจีน จะทำให้ อากาศสองกระแส (ร้อน - เย็น) กระทบกัน เกิดการหมุนเวียน ของอากาศนั้นแปรปรวนขึ้น อย่างรวดเร็ว และ ฉับพลันเป็นเหตุให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อย่างรุนแรง และ รวดเร็ว จะมีลมกระโชกแรง และ ฝนตกหนักเกิดขึ้น ในบางครั้งยังอาจจะมีลูกเห็บตกลงมาทำความเสียงหายได้ในบรเวณเล็ก ๆ


                   


                        โดยทั่วไปพายุฤดูร้อนมักเกิดขึ้นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากการแผ่ของลิ่มความกดอากาศสูงจากประเทศจีนลงมาบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีอากาศร้อน และ ชื้น มีการยกตัวของมวลอากาศอยู่บ้างแล้ว เมื่ออากาศเย็นจากบริเวณความกดอากาศสูง ซึ่งมีลักษณะจมตัวลง และมีอุณหภูมิต่ำกว่ามากระทบ ทำให้มวลอากาศร้อน ยกตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ที่ก่อตัวขึ้นก็จะเจริยขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งอุณหภูมิที่ ยอดเมฆต่ำกว่า -60 ถึง 80 องศาเซลเซียส จึงทำให้เกิดลูกเห็บตกได้

                      สภาวะอากาศก่อนเกิดพายุฤดูร้อน จะเกิดอากาศร้อน อบอ้าว ติดต่อกันหลายวัน ลมสงบ แม้ใบไม้ก็ไม่สั่นไหว เกิดความชื้นในอากาศสูง จนรู้สึกเหนียวตามร่างกาย ท้างฟ้ามัว ทัศนวิสัยการมองเห็นระยะไกลไม่ชัดเจนนัก เมฆมากขึ้น ท้องฟ้ามือครึ้ และอากาษอบอ้าว

                      ขณะเกิดพายุฤดูร้อนจะมีพายุลมแรง ความเร็วลมประมาณ 50 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง ประมาณ 15-20 นาที น้อยครั้งที่เกิดขึ้นนานกว่า 2 ชั่วโมง

                      ระหว่างนี้ เมฆจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ลมกรรโชกแรง เป็นครั้งคราว มีฝนตกหนักบางครั้งมีลูกเห็บตกลงมา เกิดฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ สังเกตได้จาก ให้นับ 1 - 2 - 3 ในใจแล้วได้ยินเสียงฟ้าร้อง นั่นคือ พายุห่างไกลออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ถ้าเห็นฟ้าแลบ และฟ้าร้องพร้อมกัน แสดงว่า พายุใกล้มาก

                      พายุฝนฟ้าคะนองนี้เป็นพายุที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้สิ่งก่อสร้าง บ้านเรือน พืชผลทางเกษตรเสียหาย เกิดฝนตกหนัก ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

                      สภาพอากาศหลังเกิดพายุฤดูร้อน พายุจะสลายตัวไปแล้ว อากาศจะเย็นลง รู้สึกสดชื่น ท้องฟ้าแจ่มใส มองเห็นทัศนวิสัยได้อย่างชัดเจน

                     สำหรับพายุโซนร้อน (Tropical Storm) สัญลักษณ์ S ความเร็วสูงสุด 34-63 นอต 17-32 เมตรต่อวินาที หรือ 63-117 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังไม่นับเป็นพายุหมุน

                     # แต่ถ้าหมุนเมื่อไหร่ นั่นคือ พายุหมุนเขตร้อน ถ้าก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเรียกว่า ไต้ฝุ่น ถ้าเกิดใน มหาสมุทรอินเดีย เรียกว่า ไซโคลน และ ถ้าเกิดในฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เรียกว่า เฮอร์ริเคน #

จาม !!! ฮัดเช้ย !?!


                              จาม (Sneeze) คือ การที่หายใจออกอย่างรุนแรง และ  ฉับพลัน และ มีเสียงผ่านทางปาก และจมูก
ซึ่งมักจะเป็นกิริยาตอบสนองโดยฉับพลัน
             
                  จมูก เป็นเส้นทางหลักของอากาศที่เราใช้เป็นทางสูด เข้า-ออก ด้วยจำแหน่งของมัน จมูกจึงมีหน้าที่หลาย ๆ อย่าง
ช่องทางที่มีลักษณะแคบ ทำให้ลมที่หายใจเดินทางมีความปั่นป่วนมาก ความปั่นป่วนนี้ จะเพิ่มปฏิกิริยาระหว่างกระแสลม และ เมือกในจมูก ทำให้ความร้อนและความชื้น เกิดการแลกเปลี่ยนกันขึ้น และอณุภาคก็จะถูกกำจัดออก

                 การจามเป็นการตอบสนองทาง สรีรศาสตร์ ต่อการระคายเคืองของเนื้อเยื่อบุทางเดินหายใจที่อยู่ในจมูก   กระบวนการดังกล่าว จะเริ่มจากการปล่อยสารเคมี เช่น ฮิสตามีน ( Histamine ) หรือ ลิวโครไทอีน ( Leukotrienes ) [ สารเคมีเหล่านี้สร้างมาจากสารเคมี/เซลล์ที่ละคายเคือง เช่น อีโอไซโนฟิล ] ซึ่งมักจะพบในเมือกเยื่อบุโพรงจมูก การปล่อยสารออกมานั้น เป็นผลมาจากการติดเชื้อไวรัสที่ทางเดินหายใจ อณุภาคที่กรองไว้ สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ (allergens) หรือ การระคายเคืองทางกายภาพ เช่น ควันบุหรี่ มลพิษ น้ำหอม และ อากาศเย็น การเกิดภูมิแพ้กับ เมือกบุโพรงจมูก ต้องใช่ แอนตี้บอดี้ IgE [ Immunoglobolin E มีความเจาะจงกับสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ ] จึงทำให้เกิดของเหลวออกมาจากเส้นเลือดภายในจมูก ทำให้เกิดอาการคัดจมูก ( congestion ) และน้ำมูกไหล ( nasal drip ) ด้วยเหุนี้เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้น ทำให้เกิดอาการระคายเคือง

                  ในที่สุด การกระคุ้นจากเส้นประสาททำให้เกิดการตอบสนองภายในสมอง สัญญาณประสาทจะเดินทางไปที่เส้นประสาทรับความรู้สึก และควบคุมกล้ามเนื้อที่หัวและคอ ทำให้เกิด"การขับลม"ออกมาอย่างฉับพลัน ความเร็วของลมที่ปล่อยออกมาเกิดมาจากการสร้างความดันภายในหน้าอกโดยเส้นเสียง ( vocal chords ) จะถูกปิด เมื่อเส้นเสียงเปิดออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ลมที่ความดันไหลกลับไปที่ทางเดินหายใจ เพื่อไล่สารที่ทำให้ระคายเคืองออกไป กระบวนการดังกล่าว ช่วยกำจัดอณุภาคที่ระคายเคืองภายในจมูก อย่างไรก็ตาม ในคนที่ติดเชื้อ การจามเป็นการแพร่โรคหวัด โดยเชื้อไวรัสจะอยู่ในหยดเมือกออกมา
           
                  การรักษาหลายๆแบบจะช่วยควบคุมปฏิกิริยานี้ ยา Antihistamine ทำงานโดยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของฮิสตามีนที่หน่วยรับความรู้สึกที่บริเวณเส้นเลือดในจมูก ยาลดน้ำมูก ( Decongestant ) จะกระตุ้นหน่วยรับความรู้สึกที่อยู่บนเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดหดตัว เพื่อลดอาการคัดจมูก ยาสเตียรอยด์บางตัวจะใช้กับคนไข้ ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เพื่อลดจำนวนเซลล์ี่ระคายเคืองทำให้ยับยั้งการปล่อยฮิสตามีนออกมา

รู้หรือไม่.... หมา กับ แมว ฝันเป็น !?!






                           ทั้งหมาและแมวฝันเป็น  การฝันช่วยให้มันผ่อนคลายความรู้สึกตื่นเต้นหรือตกใจกับ

เหตุการณ์ที่มันประสบในวันนั้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาการนอนหลับของแมวในห้องทดลองก็พบว่า 

ในช่วงแรกแมวจะเข้าสู่ระยะหลับสนิท ดวงตาของมันจะเคลื่อนไหวช้า ๆ ภายใต้เปลือกตาที่ปิด อีกสอ

สามนาทีต่อมาตวงตาจะเคลื่อนไหวไปมาเร็วขึ้น ๆ และกระตุกเป็นระยะบันทึกคลื่นสมองของมันแสดงให้

เห็นว่า แมวได้เข้าสู่ระยะการนอนหลับที่เรียกว่า อาร์ อี เอ็ม (REM-Rap d Eye Movement)  ตลอดช่วง

เวลานอนหลับแมวจะสลับผลัดเปลี่ยนไปมาระหว่างระยะหลับสนิท กับระยะอาร์ อี เอ็ม


     คนเราก็มีระยะนอนหลับเช่นเดียวกับแมว  ผลการศึกษาชี้ว่าคนฝันในระหว่างการหลับในระยะอาร์ 
อี เอ็ม เท่านั้น จากการค้นพบนี้นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่า แมวกับหมาน่าจะฝันในระยะดังกล่าวเช่น
กัน นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าการหลับระยะอาร์ อี เอ็ม มีประโยชน์ต่อการป้องกันตัวเองของสัตว์ทั้งสอง
ชนิด เนื่องจากในระยะอาร์ อี เอ็ม หมากับแมวไม่หลับลึกแต่จะตื่นขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจตราสภาพ
รอบตัวว่ามีอันตรายเข้ามาใกล้หรือไม่
     
        หมาที่กำลังฝันอาจเห่า หอน หอบ และกระดิกหางบางครั้งละเมอวิ่งไปรอบ ๆ ส่วนแมวมักนอน
สงบนิ่งกว่าหมาแต่อาจขยับอุ้งตีนหรือตะปบพื้นบ้าง ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณออกท่าทางต่าง ๆ ขณะหลับก็
อย่าเพิ่งตกใจ เป็นไปได้ว่ามันกำลังอยู่ในโลกแห่งความฝัน



รู้หรือไม่.... ทำไมคนเราต้องกะพริบตา ?



                      ศ.นพ. เสนอ  อินทรสุขศรี ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าการกะพริบตาเป็นวิธีการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ตา ซึ่งเป็นการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย  เวลากะพริบตาน้ำตาจะได้เคลือบและแผ่ไปได้ทั่วผิวลูกตา ทำให้ผิวตาชุ่มชื้นได้ตลอดเวลา ตาจะได้ไม่แห้งและไม่แสบตา เราจึงต้องกะพริบตาอยู่ตลอดเวลา

             โดยเฉลี่ยคนเรากะพริบตาทุก ๆ ๒-๓ วินาที เวลาที่ตั้งใจมองเพ่งสิ่งใด เช่น เวลาอ่านหนังสือ  กว่าจะกะพริบตาครั้งหนึ่งก็ใช้เวลานานกว่าปรกติ  ตามสถิติมีผู้สังเกตว่า เวลาอ่านหนังสือ  ผู้หญิงจะใช้เวลา    วินาที จึงจะกะพริบตาครั้งหนึ่ง ส่วนผู้ชายใช้เวลา ๑๐-๑๒ วินาที จึงจะกะพริบตาครั้งหนึ่ง ความแตกต่างกันนี้ไม่อาจอธิบายได้ ผู้ทำสถิติตั้งข้อสังเกตว่า  ผู้ชายอาจทนเพ่งอ่านหนังสือได้นานกว่าผู้หญิง
      อย่างไรก็ตาม คนเราจะต้องกะพริบตาตลอดเวลาเสมอถ้าจะฝืนไม่กะพริบตาเลย เพียงนาน ๑๐-๑๒ วินาทีก็จะแสบตาเนื่องจากน้ำตาระเหยแห้งไป และด้านหน้าลูกตาแห้งหรือชุ่มชื้นไม่ทั่วกัน
      มีบางคนกะพริบตาถี่ ๆ เมื่อเกิดอารมณ์ผิดปรกติบางอย่างเช่น หวาดระแวง ละอาย ขวยเขิน มีความผิดอยู่ในใจ ตื่นเต้น โกรธ ฯลฯ บางคนกะพริบตาถี่ จนเป็นนิสัยก็มี

     ผลการวิจัยชี้ว่าตลอดชีวิตเราต้องกระพริบตาถึง 250 ล้านครั้งทีเดียว เพราะเราจะกระพริบตาทุกๆ 6 วินาที ทำให้กล้ามเนื้อตาเคลื่อนไหวประมาณ 10,000 ครั้งต่อวัน
ถ้าเปรียบกับการทำงานของกล้ามเนื้อขาแล้วจะเท่ากับวิ่งระยะทาง 80 กิโลเมตรต่อวัน แถมยังพบว่าผู้หญิงจะกระพริบตามากกว่าผู้ชาย 2 เท่า
แต่แพทย์แนะนำว่าเราควรจะกะพริบตาให้ได้ 12 ครั้งต่อ 1 นาที

อ้างอิงจาก ""หนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี "

Credit สนุกดอทคอม ภาพและเรื่องบางส่วนจาก toodcheefha.exteen.com
 

แผ่นดินไหว

                           

                            แผ่นดินไหว เป็นปรากฏการณ์สั่นสะเทือนหรือเขย่าของพื้นผิวโลก เพื่อปรับตัวให้อยู่ในสภาวะ

สมดุล ซึ่งแผ่นดินไหวสามารถก่อให้เกิดความเสียหายและภัยพิบัติต่อบ้านเมือง ที่อยู่อาศัย สิ่งมีชีวิต ส่วนสาเหตุของการเกิด

แผ่นดินไหวนั้นส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติ โดยแผ่นดินไหวบางลักษณะสามารถเกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้ แต่มีความ

รุนแรงน้อยกว่าที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ นักธรณีวิทยาประมาณกันว่าในวันหนึ่ง ๆ จะเกิดแผ่นดินไหวประมาณ 1,000 ครั้ง ซึ่ง

ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นดินไหวที่มีการสั่นสะเทือนเพียงเบา ๆ เท่านั้น คนทั่วไปไม่รู้สึก 

                            แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก (แนวระหว่างรอยต่อ

ธรณีภาค) ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญ่เลื่อน เคลื่อนที่ หรือแตกหักและเกิดการโอนถ่ายพลังงานศักย์ ผ่านใน

ชั้นหินที่อยู่ติดกัน พลังงานศักย์นี้อยู่ในรูปคลื่นไหวสะเทือน

จุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว (focus) มักเกิดตามรอยเลื่อน อยู่ในระดับความลึกต่าง ๆ ของผิวโลก เท่าที่เคยวัดได้ลึก

สุดอยู่ในชั้นแมนเทิล

ส่วนจุดที่อยู่ในระดับสูงกว่า ณ ตำแหน่งผิวโลก เรียกว่า "จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว" (epicenter) การสั่นสะเทือนหรือ

แผ่นดินไหวนี้จะถูกบันทึกด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ไซสโมกราฟ โดยการศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวและคลื่นสั่นสะเทือนที่ถูก

ส่งออกมา จะเรียกว่า "วิทยาแผ่นดินไหว" (อังกฤษSeismology)
แผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโกเมื่อ พ.ศ. 2449
                      

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดาวหาง


ดาวหาง 



ดาวหางคือก้อนหรือกลุ่มของก๊าซพวกมีเธนแอมโมเนียที่เป็นของแข็งด้วยความเย็นจัดในอวกาศกับน้ำแข็งที่ปะปนอยู่กับฝุ่นละอองอุกาบาตซึ่งเป็นอนุภาคของ เหล็ก นิเกิล แคลเซียมแมกนีเซียม และธาตุอื่นๆ

เมื่อกลุ่มก้อนพวกนี้ถูกดวงอาทิตย์ดึงดูดก็จะเคลื่อนที่เข้าหาเส้นทางโคจรของดวงอาทิตย์

เราจะเห็นดาวหางได้เฉพาะเมื่อมันเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์และเรืองแสงจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ ดาวหางมีใจกลางส่วนหัวและส่วนหาง  หางของดาวหางบางดวงยาวถึง300ล้านกิโลเมตร                                          

ดาวหางที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ผ่านมาคือดาวหางฮัลเล่ย์ซึ่งจะมาเยือนโลกทุกๆ76ปี




              

อุกกาบาต





                                  การศึกษาอุกกาบาตช่วยให้มนุษย์ได้สืบค้นถึงประวัติความเป็นมาของโลกดาวเคราะห์ดวงพิเศษสุดที่เราถือ
กำเนิดและอาศัยกันอยู่ทุกวันนี้ได้ดีขึ้นในบางคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส เราอาจเห็นแสงวูบวาบตกลงมาจากฟากฟ้า
เรียกกันว่าดาวตกหรือผีพุ่งไต้แต่ความจริงดาวตกเป็นวัตถุแข็งจำพวกหินหรือเหล็กตกเข้าสู่เขตบรรยากาศโลกด้วย
ความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงแรงเสียดสีกับบรรยากาศทำให้ร้อนจัดหลอมตัวเป็นลูกไฟสว่าง
มีควันเป็นทางยาว หากวัตถุชิ้นเล็กจะลุกไหม้สว่างกลายเป็นไอสลายไป หมด แต่บางก้อนที่มีขนาดใหญ่จะมีเสียงดังคล้ายเสียงยิงปืน
หรือเสียงฟ้าผ่าเมื่อวิ่งผ่านอากาศตกลงมา และหากสลายตัวไม่หมด มักเหลือซากตกลงถึงพื้นโลก เรียกว่า ลูกอุกกาบาต มีขนาด
เล็กใหญ่แตกต่างกัน ตั้งแต่น้ำหนักเพียงไม่กี่กรัมจนถึงก้อนหนึ่งหนักหลาย ๆ ตัน 



อุกกาบาต
          อุกกาบาตเป็นชิ้นวัตถุในระบบสุริยะ ซึ่งมีวงทางโคจรของมันเองรอบดวงอาทิตย์ เพราะตกอยู่ในอำนาจโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ ชิ้นเหล่านี้มีทั้งก้อนหินและเหล็กมีขนาดต่างกัน 
เมื่อมันโคจรเข้ามาใกล้โลกจะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดให้เปลี่ยนทางโคจรบางชิ้นก็จะวิ่งเข้าสู่บรรยากาศของโลก และเสียดสีกับบรรยากาศด้วยความเร็วสูงจะคายพลังงานมากพอที่จะทำให้วัตถุนั้นร้อนจัดจนระเหยกลายเป็นไอสว่างจ้า มองเห็นด้วยตาเปล่าได้
                   อุกกาบาตมี 4 ประเภทตามลักษณะองค์ประกอบ คือ 

1. Iron - ประกอบด้วยเหล็กและนิเคิล 

2. Stony iron - เป็นส่วนผสมระหว่างเหล็กและหิน 

3. Chondrite - มีองค์ประกอบเหมือนชั้นแมนเทิลและเปลือกโลกบนพื้นทวีป 

4. Carbonaceous chondrite - เหมือนองค์ประกอบของดวงอาทิตย์ 

5. Achondrite - มีองค์ประกอบคล้ายหินบะซอลท์ เชื่อว่ามีแหล่งกำเนิดมาจากดวงจันทร์   

Vredefort crater